จิตวิทยาการแก้ไขความขัดแย้ง
ตามหลักของ”จิตสมอง”คนมีวิชาชีพเป็นนักจิตวิทยาต้องมีสมองซีก 3 เด่นกว่าอีก 3 ซีก ความที่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องมีความเข้าใจลึกเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นปัญหาของผู้ทุกข์หรือผู้มีปัญหา หรือ ผู้มารับคำปรึกษา ต้องมีความเห็นใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ และเป็นผู้ต้องที่มีความสามารถในการให้กำลังใจแก่ผู้ทุกข์ยามกำลังขาดหรืออ่อนแอได้
และเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งในใจที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ได้
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับคนเรา ก็มี 2 ด้านใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ความขัดแย้งภายในใจตัวเอง กับ ความขัดแย้งภายนอกกับคนอื่น ส่วนใหญ่ คือ กับคนภายนอกที่บุคคลมีความสนิทแน่นแฟ้นใกล้ชิดกันมากที่สุด หรือกับคนที่แทบไม่รู้จักกัน ไม่ต้องเคยมีความสัมพันธ์ผูกพันด้านใดๆมาก่อนก็ได้
นิยามคำว่า “ความขัดแย้ง” จึงคือ ความขัดแย้งระหว่างความนึกคิดกับอารมณ์ความรู้สึกหรือพฤติกรรมการกระทำของตัวเราเอง และความเข้าใจกันไม่ได้ หรือเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างจุดมุ่งหมายของบุคคล 2 คน หรือ 2 ฝ่ายขึ้นไป ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อสภาพชีวิตตนเอง หรือ ต่อฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง หรือความได้เปรียบ-เสียเปรียบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
การแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งต่างๆที่ตรงที่สุด คือ การเข้าใจสิ่งซึ่งเป็นความปรารถนาลึกๆ ที่อยู่ภายในใจซึ่งกันและกัน ที่ฝรั่งเรียกว่า Yearning
หรือ จุดมุ่งหมายปลายทางที่อยู่บนจิตสำนึกของบุคคลว่าต้องการอะไรมากที่สุด ที่ฝรั่งว่า Desire
เพื่อจะได้ไม่ให้ความขัดแย้งนั้นๆ มันบานปลายจนกลายเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ออก คิดกันไม่ตก
ง่ายๆ เลย ก็มีทฤษฎีการให้คำปรึกษากันขึ้นมา ที่ฝรั่งว่า Counseling คือ การช่วยให้ผู้ทุกข์เกิดตระหนักรู้ในตนเองว่า ตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ ฉันรู้สึกอย่างนี้ (I feel….) ฉันคิดอย่างนี้ (I think….) ฉันต้องการอย่างนั้น (I want......) ฉันจำเป็นต้องได้อย่างนั้น (I need....) ไปจนถึงสิ่งที่ฉันปรารถนาที่สุด (I desire.....) รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจถึงสิ่งที่ปรารถนาที่สุดของผู้อื่นด้วยในความสัมพันธ์ของจังหวะช่วงขณะนั้นๆ ที่เรียกให้เท่หน่อย ก็ว่า บริบท
ถ้าความขัดแย้งนั้นๆ มันมีเหตุผล พอมองเห็นว่าอาจแปลงพลังด้านลบนั้นๆ ให้เป็นด้านบวกได้ ก็เรียกว่า วิธีการการจัดการความขัดแย้ง ที่ฝรั่งเรียกว่า Conflict Management โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับมือกับสภาวะการขัดแย้งแต่ละด้านไปในทางสร้างสรรค์ เชิง ติเพื่อก่อหรือโต้แย้งเพื่อการพัฒนา ได้ถึงซึ่งคำตอบที่ต้องการ
ถ้าเป็นความขัดแย้งที่มีต่อผู้อื่นโดยตรง มีคู่กรณีเห็นกันชัดๆต่อหน้าต่อตา ก็มีทฤษฏีการเจรจาต่อรอง ที่ว่า Negotiation เพื่อให้ได้มาถึงซึ่งผลประโยชน์ที่เรียกร้องกันของแต่ละฝ่าย เป็นลักษณะตัวต่อตัว หรือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้นๆ
หนักข้อ มากความ หนักอก มากเรื่อง ก็ใช้วิธีการไกลเกลี่ย ที่กำลังฮิตการอบรมกันอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ที่ฝรั่งเรียกว่า Mediation คือ ต้องมีคนกลางทำหน้าที่คอยประสานผลประโยชน์ หรืออำนาจการต่อรอง เพื่อให้ได้ถึงซึ่งข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการ ความจำเป็นที่ต้องได้ ต้องมี ต้องเอา ต้องเป็นกันให้ได้ในทุกฝ่าย
สี่วิธีการนี้ ยังเอากันไม่อยู่ ยุติกันไม่ลง ก็จำต้องใช้สมองซีก 2 ซีกของความเที่ยงตรง ความมั่นคงเข้าไปยุติธรรม หรือยุติการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองข้างกันไปเลย ที่เรียกกันว่า อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) คือ การให้อำนาจแก่คนกลางเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดลงไปเลยว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด หรือผิดทั้งคู่ คือ ต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกหรือชนะ อีกฝ่ายผิดหรือต้องจำแพ้ ที่ว่า Win-Lose หรือ Lose-Lose แทน Win-Win ของสี่วิธีการแรก เป็นการใช้สมองซีก 2 ขึ้นมาแทนซีก 3 กันนั่นเอง
แม้จะจริงที่ว่า ส่วนใหญ่ที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเรื้อรังนั้น มักเกิดจากปัญหา คือ ถูกทั้งคู่ หรือมักจะถูกทั้งสองฝ่ายก็ตาม
แต่วิธีการไหนก็แก้กันไม่ออก เอากันไม่อยู่ ถ้าทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย มีความต้องการที่จะทำลายล้างกันมากกว่า 5 ล้างนี้ขึ้นไป คือ ทำกันขึ้นเพื่อ
หนึ่ง-ล้างแค้น สอง-ล้างตา สาม-ล้างหนี้ สี่-ล้างอาย ห้า-ล้างคดี หก-ล้างคาว เจ็ด-ล้างบาง แปด-ล้างสมอง และเก้า-ล้างโคตร
ถ้าผู้ไม่คิดจะล้างใครในอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เขียนไว้อย่างนี้ ก็ให้ไปอาบน้ำเย็นล้างหน้าล้างตา รวมทั้งล้างหู ล้างปาก เพื่อล้างมือให้สะอาด สบาย สงบ สง่า สุข แทน จะคอยรวบขี้เหล่านี้เข้ามากองไว้ใหม่เพื่อที่จะเล่นกันต่อไปอย่างสนุกที่ว่า ล้างไพ่
ไหน.....นักอบรมที่ว่าเก่งระดับชาติทั้งหลายในด้านการให้คำปรึกษา การเจรจาต่อรอง การไกล่เกลี่ย การจัดการกับความขัดแย้ง รวมทั้งเจ้าพ่อการกำจัดความเครียด ไปอยู่ที่ไหนกันหมดในยามนี้ ไม่เห็นมีใครออกมาใช้ฝีมือ ฝีปากเข้าไปจัดการกับความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้กันบ้างเลย......
แฮะแฮ่ะ.....รวมทั้งผู้เขียนเองนี่แหละที่เป็นวิทยากรทั้ง 5 หลักสูตรนี้บ่อยๆ ก็ทำได้แต่เขียนให้อ่านเท่านั้น เพราะที่ยังไม่มีใครฝ่ายใดเริ่มต้นจะฟังใครฝ่ายไหนกันเล้ย.....เฮ้ย.... |