ผู้หญิงยุค 2551
สามารถยืนอยู่แถวหน้าได้จริง ๆ หรือ?
“สวยด้วย ฉลาดด้วย” เป็นวลีที่เรามักได้ยินคำนี้บ่อยๆ กับการให้คำนิยามของผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในทุกๆ ส่วน จริงๆ แล้ว ภาพลักษณ์ของคำนิยามดังกล่าวคงไม่มีใครกล้าเถียงหากแต่ยังมี “บางประเด็น” ที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายในสังคมยังไม่เคยรับทราบกันว่า ผู้หญิงยุคใหม่ที่แท้มีบทบาทเปลี่ยนแปลงไปในเชิงพัฒนา ย่ำอยู่กับที่ หรือแม้แต่ก้าวถอยหลังลงคลองกันแน่
แต่แน่นอนอย่างหนึ่งว่า ผู้หญิงสมัยนี้ ไม่ได้เป็นแค่ช้างเท้าหลังเหมือนกับสมัยก่อน หากจะเป็นก้าวไปพร้อมกับเท้าหน้าอย่างผู้ชายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับคอยพยุงเท้าหน้าไม่ให้เซ หรือเดินผิดทางอีกต่างหาก
บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงก้าวหน้า?
แต่จากการพัฒนาสตรีในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องนับแต่ปี พ.ศ. 2515 ส่งผลให้สตรีเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคม และการพัฒนาประเทศ ทำให้เจตคติของสังคมไทยเปลี่ยนไป อย่างที่เห็นได้เด่นชัดคือ การถูกยอมรับในสังคม มีส่วนร่วมในการจัดการในทุกระดับทั้งองค์กร บริษัท และระดับประเทศ
เราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยเรามีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และผู้ชี้นำสังคมในเชิงการเมือง อย่างเช่น รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปจนถึงระดับรากหญ้าอย่างผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น รวมถึงระดับสถาบันการศึกษาที่ในอดีตจะมีนิสิตสตรีหลายท่านที่โด่งดังเช่นปัจจุบันอย่างคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ที่แม้จะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็สามารถจุดประกายให้สังคมเปลี่ยนแปลงจนมาถึงยุคประชาธิปไตยที่เบ่งบานได้
ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงยุคใหม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เป็นเพราะการที่สังคมเปิดใจกว้าง และการถูกยกระดับทางการศึกษาเทียบเท่ากับเพศชาย ดังจะเห็นว่า บางคณะในสมัยก่อนอย่างเช่น วิศวกรรมศาสตร์ หรือเทคโนโลยี ทุกแขนง ส่วนใหญ่จะมีแต่เพศชาย หากปัจจุบันนักศึกษา หรือนิสิตที่เป็นเพศหญิงได้เข้ามามีส่วนแบ่งมากขึ้น รวมถึงอาชีพหลายอย่างที่แต่เดิมส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้ชาย เช่น ทหาร ตำรวจ รักษาความปลอดภัย ก็จะมีเพศหญิงเข้ามามีบทบาทเข้าร่วมมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่กลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ แต่ก็ใกล้เคียงกับปริมาณของเพศชาย
นอกจากนี้ เพศหญิงยังเป็นเพศที่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม อัพเดทความรู้ให้ทันสมัยต่อเหตุการณ์บ้านเมือง เราจึงเห็น ผู้หญิงนำหน้าด้วย ด๊อกเตอร์ หรือศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ จำนวนมากมายตามสถาบันการศึกษาต่างๆ อีกด้วย
ผู้หญิงยังมีบทบาททางสังคมมากยิ่งขึ้น มีการรวมเป็นองค์กรที่เรียกร้องสิทธิสตรี และคุ้มครองสตรี เป็นกลุ่มก้อนหากมีความเคลื่อนไหวใดๆ สังคมก็จะให้ความสนใจ และตระหนักถึงข้อเรียกร้องนั้นๆ
บทบาทที่ยังหยุดอยู่กับที่ของผู้หญิง
บทบาทความเป็นแม่ที่ต้องคอยเลี้ยงดูครอบครัว ดูแลสมาชิก ซึ่งจะถูกเพศชายยกให้เป็นเสาหลัก แม้ว่าปัจจุบันเสาหลักในการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวอาจจะเป็นเพศหญิงแทนที่จะเป็นเพศชาย แต่การอบรมสั่งสอน การดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน การดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย การทำอาหาร ทำงานบ้าน ซึ่งบางครั้งต้องใช้แรงงาน หากส่วนใหญ่ยังถูกเพศชายยกให้เป็นหน้าที่ของเพศหญิง
จากประวัติศาสตร์ที่เพศชายเป็นผู้นำ เป็นนักรบ ที่จะปกป้องอาณาจักร ขอบเขตประเทศ เพราะผู้ชายมีสรีระด้านพละกำลังเข้มแข็งกว่าผู้หญิงผู้หญิงจึงมีบทบาทเพียงดูแลบ้าน ปรนนิบัติสามี ยอมรับการเป็นเครื่องมือสนับสนุนนำทางให้ผู้ชายไปสู่ชื่อเสียงเกียรติยศและความสำเร็จทั้งปวง
และแม้ว่า ยุคสมัยจะก้าวพัฒนาจนนานาประเทศยกให้ผู้หญิงมีสิทธิเทียบเท่ากับผู้ชายแล้ว หากความเป็นจริงผู้หญิงยังถูกกดขี่หลายอย่างเฉกเช่นในอดีต คือถึงแม้ว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมทั้งระดับองค์กรแบบจุลภาคและระดับมหภาคของประเทศ แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ของไทย) หรือผู้นำองค์กรใหญ่ๆ ในขณะที่ต่างประเทศต่างมีผู้นำหญิงในทุกระดับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
บทบาทที่ก้าวถอยหลังเข้าคลองของผู้หญิงยุคปี 2251
การกดขี่ทางเพศ การข่มเหง การล่วงละเมิดสิทธิหลายๆ อย่างยังเป็นประเด็นที่เพศหญิงยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคมที่เพศชายยังคงเป็นใหญ่อย่างเช่นประเทศไทย เพศหญิงยุคปี 2551 ที่ดูเหมือนว่า จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่กำลังถูกกัดกร่อนจากสังคม
นานาทัศนะของมุมมองต่อผู้หญิงสมัยใหม่ยุคปี 2551
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ 'สตรีไทย ณ วันนี้' ปี พ. ศ. 2551 โดยสำรวจความคิดเห็นจากทุกสาขาอาชีพทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 2,147 คน ด้วยคำถามที่ว่า สตรีไทยในปัจจุบันมีบทบาทด้านใดบ้าง ปรากฏว่า มีบทบาททางสังคมมากที่สุด 34.35% รองลงมาด้านการศึกษา 31.15% และบทบาทที่กลุ่มผู้หญิงพยายามเรียกร้องในทุกยุคทุกสมัย คือ บทบาททางการเมืองกลับมีเพียง 15.96%
ส่วนจุดเด่นของสตรีไทย ณ วันนี้ อันดับแรก คือ มีบทบาททางสังคมมากขึ้น/มีความเป็นผู้นำมากขึ้น 29.42% มีความรู้ความสามารถ/การศึกษาสูง 18.36% และสามารถพึ่งตนเองได้ 17.22% ส่วนจุดด้อยของสตรีไทย ณ วันนี้ อันดับแรก ถูกเอาเปรียบ/ถูกกดขี่ ข่มเหง 22.62% สังคมยังไม่ให้การยอมรับในความสามารถ 20.06% ขาดความเด็ดขาด/ใจอ่อน 19.42%
ประเด็นดกงล่าวถูกหยิบยกมาขึ้นสู่โต๊ะสนทนาระดับประเทศในวงกว้าง เช่นเดียวกับ
คุณรสนา โตสิตระกูล ประธานกรรมาธิการธรรมาภิบาล วุฒิสภา เคยกล่าวไว้ในโอกาสครบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “บทบาทผู้หญิงทางการเมืองในปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่มาก แม้จะเคยมีผู้ประกาศตั้งพรรคการเมืองผู้หญิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยสนใจแค่การให้มีจำนวนผู้หญิงเข้าไปอยู่ในการเมือง ไม่ได้สนใจคุณลักษณะของผู้หญิง ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้ชาย ผู้หญิงที่มีบทบาททางการเมืองอาจจะเลียนแบบผู้ชายหรือเป็นได้ยิ่งกว่าผู้ชาย”
“เมื่อผู้หญิงได้รับสิทธิเท่ากับผู้ชายในปัจจุบัน จะต้องตระหนักถึงบทบาทที่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เฉพาะคิดแต่เพียงการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงเข้าไปในการเมือง ความจริงแล้วองค์ประกอบของผู้หญิงและผู้ชายจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างดุลยภาพ ไม่มีอะไรที่ดีเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าผู้หญิงตระหนักถึงความสำคัญในความแตกต่างจากผู้ชาย โดยเฉพาะเรื่องวิธีคิดทางการเมือง จะช่วยสร้างดุลยภาพให้กับการเมืองการปกครอง รวมไปถึงการพัฒนาสังคม”
ขณะที่นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีต ส.ว.ขอนแก่น ให้ความเห็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเพศหญิงว่า การก้าวเข้าสู่การเมืองของผู้หญิงด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะผู้หญิงหากต้องการจะพิสูจน์ตัวเองต้องใช้ศักยภาพมากกว่าผู้ชายเป็น 2 เท่า หากสังคมให้โอกาสผู้หญิงในจุดนี้ เชื่อแน่ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น และตนมีความตั้งใจที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองหญิงไทยให้ได้ในอนาคต
ส่วนท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง พลังสตรี พลังแห่งสันติภาพว่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดในแอฟริกา มี 2 รัฐใหญ่ในแอฟริกา ที่มีปัญหาความขัดแย้งกัน และผู้ชายมักทำสงครามกันอยู่เสมอ พวกผู้หญิงทั้ง 2 รัฐ เลยนัดกันมาซักผ้าที่ริมแม่น้ำด้วยกัน มาพูดคุยทำความเข้าใจ และตกลงกันว่า วันใดที่พวกผู้ชายรบกัน ผู้หญิงจะมานั่งซักผ้าตรงที่ผู้ชายรบกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ผู้ชายเห็นก็เลยไม่กล้ารบกัน แต่หันมาทำความเข้าใจกันแทน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แสดงให้เห็นพลังผู้หญิงที่สร้างสันติภาพ ถ้าเรามีความรักในใจ ให้ความเมตตาต่อผู้อื่นแล้ว ก็จะฆ่าฟันกันไม่ลง ถ้ามีปัญหาก็ให้ดูก่อนว่าคุยกันได้ไหม มาช่วยกันแก้ ปัญหาอาจไม่ได้หมดไป แต่ลดลง ตอนนี้มีประชากรหญิงมากกว่าชาย เราก็ต้องเป็นผู้นำ ถ้าอยากเห็นความสุขสงบ ช่วยกันปลูกฝังลูกหลาน ผู้ที่อยู่ในความดูแล คนเรามีความเห็นต่างได้ ก็ให้พูดทีละคน ช่วยกันหาข้อสรุปให้เป็นหนึ่งเดียว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้หญิงที่จะมีส่วนในการประนีประนอม และไกล่เกลี่ย เพื่อให้สังคมสงบสุข ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง
เมื่อหันมามองเกี่ยวกับทัศนคติของผู้ชายต่อเพศหญิงในยุคปัจจุบัน พบว่ามีความหลากหลายความรู้สึก อย่างเช่นนพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เห็นว่าด้วยศักยภาพ ความรู้ความสามารถและมุมมองของผู้หญิง จะช่วยให้นโยบาย รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการพัฒนาสังคม ประเทศชาติ มีความสมดุล ครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้น
ทางกระทรวงจึงได้บรรจุเรื่องการเพิ่มจำนวนสตรีให้มีบทบาททางการเมืองไว้เป็นยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาสตรีในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สตรีเข้ามามีส่วนร่วม และมีบทบาททางด้านการเมืองในระดับชาติ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเดิม ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไม่เกินร้อยละ 10 เท่านั้น
ส่วนนายสุรเดช ฉายะเกศตริน หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กล่าวว่า ควรมีการส่งเสริมให้ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เพราะผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ชายไม่มี อีกทั้งผู้หญิงยังมีความซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบมากกว่าผู้ชาย
ด้านดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวในแง่ของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญว่า ปัจจุบันมีการแก้กฎหมายให้มีความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด เวลาที่พูดถึงการเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมกัน ผู้หญิงควรพูดด้วยเหตุและผลไม่ใช่การเอาชนะ ในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง จะไม่ค่อยได้เห็นผู้ชายซ้ำเติม แต่เป็นผู้หญิงด้วยกันเองมากกว่า ที่กดดัน ซ้ำเติมผู้หญิงด้วยกันเอง
สุดท้ายนายธีระพงษ์ โสดาศรี ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 กล่าวว่า ปัจจุบันผู้หญิงไทยมีศักยภาพมาก เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออก ซึ่งบทบาทผู้หญิงไทยหากเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนยังมีบทบาททางการเมืองน้อยกว่า ลาว พม่า เวียดนาม เสียอีก แต่ตนเชื่อว่าการเมืองจะดีขึ้น หากผู้หญิงไทยหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น
ผู้หญิงในวันนี้....จะไม่มีวันหมดโอกาสที่จะประกาศถึงศักยภาพ หากไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาบทบทาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ ต่อไปเรื่อยๆ อย่างถูกที่ ถูกทาง และถูกจังหวะ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงในวันนี้ก็ควรจะตระหนักรู้ถึงพรสวรรค์ที่ธรรมชาติให้มา คือความละเอียดอ่อน อ่อนโยน และคุณสมบัติของผู้ดูแลเอาใจใส่ และเมื่อผู้หญิงเรียนรู้ที่จะผสมผสานระหว่างความอ่อนโยน อดทน และเข้มแข็งไว้ได้ เมื่อนั้นผู้หญิงจะเป็นดั่งดอกไม้งามที่สวยสดถูกตาต้องใจและมีราก และดอกใบที่แข็งแกร่งยั่งยืน ยากที่ใครจะถอนรากถอนโคนได้
แหล่งอ้างอิง : ผู้หญิงกับหลายบทบาทในสังคม โดย. ศันสนีย์ สว่างวิวัฒน์
กองบรรณาธิการ จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์
น.ส.พ.มติชน 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 คอลัมน์ มอง(มุม) ผู้หญิง
พม. ร่วมกับสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา และสถาบันพระปกเกล้า เตรียมรณรงค์เชิญชวนผู้หญิงลงสนามเลือกตั้ง ส.ส. 2550 : 17/09/2007
นสพ.ข่าวสด : พื้นที่ผู้หญิงหลังปฏิวัติ พิสูจน์ก้าวสำคัญบทบาทสตรี
นสพ.คม ชัด ลึก สำนักกิจการสตรี เสวนา หนุนผู้หญิงเล่นการเมือง
|