Executive Interview
  108 Office Problem
  Belief
  Special Scoop
  Personlity
  Sex & Relationship
  Calendar
  Horoscope
  Fiction
  Eating Out
  Coffee Break Game
  Letters
   
 
 
   
 
   
 
 
 
 
 
Fiction
เรื่องโดย พิณพระจันทร์
 

ขอบฟ้าและดอกหญ้าบัว (ภาค 2)
ตอนที่ 15 ดอกแก้วอาบน้ำค้างยามเช้า

ดอกหญ้ายืนนิ่งเหมือนรูปสลัก ภาพคนที่เธอรักฟุบหน้าซมโศกรันทดต่อจิตใจของเธอยิ่งนัก เศร้าเกินกว่าจะร้องไห้ ดอกหญ้าหลับตา ฝืนใจหมุนตัวกลับอย่างแผ่วเบา
เธอจากไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ขอบฟ้าหัวเราะเย้ยหยันตัวเองเพียงลำพัง
........

“เฮ้ย! อะไรกันเนี่ย!”
ปิงปองหน้าเหวอเมื่อเห็นภาพข่าวเด่นหราบนปกหนังสือกอสซิปฉบับหนึ่ง
แม้ภาพถ่ายไม่ชัดเจนนักแต่ตัวหนังสือโปรยปกระบุตัวโตๆ เอาซะเจ็บเลยว่า
‘อุ่นอกอุ่นไอกิ๊กใหม่ซอนย่า
ใครว่าชื่อ “ขอบฟ้า” ช่างภาพไฟแรงกันนะ?’
ปิงปองเอามือทาบอก หน้าเบะ
“โอย โอย อกอีปองจะแตก”
แม้ภาพถ่ายเลือนราง แต่เธอก็แน่ใจได้ว่าใช่ขอบฟ้าแน่ๆ ทั้งทรงผมหยักศกประบ่า และรูปหน้าด้านข้างที่สันจมูกโด่งสวยอย่างนั้น
แต่ทำไมขอบฟ้าถึงต้องหมดแรงกับอกซอนย่าด้วย ดูซิ ซบอกหลับไหลอย่างนั้น แม่เจ้าโว้ย อิจฉาซอนย่าชะมัด!
ปิงปองนั่งไหล่ตกหมดแรง อรุณรุ่งที่ควรเบิกบานอย่างที่เคยเป็นทุกวัน แต่วันนี้กลับมีเรื่องเคร่งเครียดหนักหนาเสียแล้ว เธอยังสวมเสื้อกล้าม นุ่งกางเกงขาสั้น หน้าตาไม่ได้ล้าง ก่อนนี้เธอลากผ้าห่มผืนนุ่มมากอดก่ายพันแข้งขา นั่งอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารพร้อมละเลียดกาแฟอันเป็นกิจวัตรปกติที่แสนสุขของเธอในทุกๆ วัน
แต่วันนี้ไม่อาจเป็นดังเช่นทุกวันเสียแล้ว ปิงปองน้ำตาหยดแหมะ
โอ กาแฟเช้านี้ทำไมถึงมีรสขมฝาดเผื่อนปานนี้
ปิงปองเช็ดน้ำตาป้อยๆ
ดูรึ อุตส่าห์ตามมาทำงานถึงนี่ด้วย ขอบฟ้ากลับทำอย่างนี้ แต่...
 เอ หรือว่าจะเป็นแผนของซอนย่า หล่อนน่ะเปรี้ยวเข็ดฟันนะยะ แม่ม่ายกระดังงาลนไฟ ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด นกหนุ่มเสรีอย่างขอบฟ้าเอาแต่สนุกไปวันๆ ไม่มีทางทันเล่ห์กลของซอนย่าหรอก
แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ค้านบอกในใจ
ปิงปองค่อยตั้งสติใหม่ เริ่มมองใหม่ในอีกมุม เธอเอียงคอคิดไปมาอยู่เนิ่นนาน ที่สุด, แสงรางๆ ก็เริ่มสว่างในใจ
“อืมม์... อะไรกันวะ ปิงปอง เห็นแค่นี้ก็ท้อถอย รักต้องสู้สิ รักต้องสู้ เข้าใจไหม”
ปิงปองงึมงำบอกตัวเอง หัวใจที่เหี่ยวเฉาแต่แว้บแรกที่เห็น ก็ค่อยฟื้นฟูสภาพ คล้ายดอกไม้บนดินแห้งได้รับสายน้ำหล่อเลี้ยงอีกครั้ง
ที่ผ่านมาเธอมัวแต่เกรงอกเกรงใจขอบฟ้า เวลาจะตามไปไหนด้วยถ้าขอบฟ้าไม่อยากให้ไปเธอก็ยอมเขาง่ายๆ แต่จากนี้ไปเธอจะไม่หงออย่างนั้นละ ก็ไม่ใช่เพราะยอม เพราะเชื่อฟังหรอกรึ แม่ซอนย่าถึงก้าวนำไปก่อนหลายก้าวขนาดนี้
เสียชื่อปิงปองสาวเจ้าเสน่ห์แห่งแก๊งโมเดิร์นอาร์ตปารีสหมด อยู่โน่นหนุ่มไทยติดเธอตรึม แต่เธอก็เทใจให้ขอบฟ้า ขืนมาอกหักถึงบ้าน ถ้าหนุ่มๆ พวกนั้นรู้คงได้ยินเสียงหัวเราะบาดใจจนสู้หน้ากันไม่ได้แล้วล่ะชาตินี้
“เอาล่ะปิงปอง ฟังนะ”
ปิงปองลุกขึ้นเตะผ้าห่มที่พันขาออก แสงยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านสีขาวทอดทาบตัวเธอ เส้นผมรุ่ยร่ายเปล่งประกายในแสงแดดนั้น ดวงตาของเธอมุ่งมั่น ดวงหน้าสดใสพร้อมรอยยิ้มเบิกบานราวกับเป็นคนละคนจากเมื่อแรกจิบกาแฟ แล้วปิงปองก็กำมือชูออกไปข้างหน้าพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
“สู้โว้ย!!”

ถ้วย กาแฟสีขาวเหมือนกัน แม้วางอยู่คนละสถานที่ และนิ้วมือคนละแบบ ทว่าก็คล้ายจะต้องมารองรับกับอารมณ์แปลกใจกึ่งทุกข์ใจเหมือนกันเมื่อคนอ่านข่าวนั้นเห็นข่าวขอบฟ้าอิงแอบกับอกซอนย่า
เจ้าของนิ้วเรียวขาวผ่องข้างถ้วยกาแฟทำหน้าเหย เพ่งมองแล้วมองเล่าเหมือนไม่อยากเชื่อ
“ฟ้า นี่เธอจริงๆ เหรอ”
เพ่งมองรูปอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายเธอก็วางหนังสือลงพร้อมถอนหายใจเฮือก
แม้การที่ขอบฟ้าจะคบคนโน้นคนนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอเลย แต่การได้เห็นภาพบาดตาตำใจถึงเพียงนี้ก็ทำให้หัวใจของเธอปวดแปลบไม่น้อย
การที่ขอบฟ้าเป็นข่าวขึ้นปกนิตยสารถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่มากไปกว่าสิ่งที่กำลังสั่นไหวในใจเธอ – ซอนย่า
ขอบฟ้ากับซอนย่า
เป็นเรื่องจริงหรือ?
วารุยกแก้วกาแฟมาจิบอีกครั้ง
เธอรู้ดีว่าขอบฟ้ารักคนยาก แม้จะมีหญิงสาวผ่านเข้ามามากมาย เคยทำให้เธอร้องไห้อกหักไปหลายหน แต่เดี๋ยวเดียวขอบฟ้าก็เลิก เป็นอย่างนี้จนเธอชาชิน
แต่นั่นมันเป็นเหตุการณ์ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย บัดนี้ ทั้งเธอและเขาไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ขอบฟ้าเองก็ไม่เคยคบใครจริงจังให้เห็นมานานแล้ว จู่ๆ มีภาพแบบนี้เกิดขึ้น มันช็อกความรู้สึกเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
และครั้งนี้หากขอบฟ้าจะจริงจังมันก็ย่อมเป็นไปได้ โดยเฉพาะกับซอนย่า วารุรู้ดีมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วว่าขอบฟ้าโปรดปรานนางแบบสาวผู้นี้เพียงไร ซอนย่าเข้ามาสู่แวดวงนางแบบตั้งแต่อายุสิบแปด ในวันนั้นซอนย่าทั้งดูน่ารัก ร่าเริง และสูงส่ง สง่างาม อีกทั้งบางคราก็เหมือนหยิ่งผยองจนกลายเป็นเสน่ห์ลึกลับที่ชวนให้หลงใหลอย่างไม่มีใครเทียบได้ ช่างภาพชั้นนำต่างอยากถ่ายภาพเธอกันทุกคน นิตยสารทุกฉบับล้วนอยากได้เธอขึ้นปก
ขอบฟ้าเอารูปซอนย่ามาติดไว้ในห้องนอนเต็มไปหมด และพร่ำเพ้อว่าวันหนึ่งจะต้องถ่ายรูปเธอให้ได้
ขอบฟ้ามุ่งมั่นเอาจริงและเทพีความฝันก็คล้ายยืนอยู่เคียงข้างผลักดันให้เขามาทางนี้ ขอบฟ้าทำงานถ่ายภาพได้ดีตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ก้าวขึ้นมาเป็นช่างภาพอาชีพทั้งที่ยังเรียนอยู่ แล้วเขาก็ทำความฝันให้กลายเป็นความจริงกับการที่จะได้ถ่ายภาพแฟชั่นของซอนย่าในวันที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่
วันนั้นวารุติดตามเขาไปในฐานะคนขับรถ เธอแอบยืนดูอยู่ห่างๆ อยากรู้ว่าเขาจะเคอะเขิน สั่นประหม่าหรือไม่ แต่ขอบฟ้าก็ทำให้วารุเพิ่มความชื่นชมในตัวเขาเป็นทวีคูณ เมื่อเขานิ่งดีเหลือเกิน  สายตาไม่มีความรู้สึกใดๆ น้ำเสียงสั่งการฟังดูสุภาพ แต่กระนั้นก็ไม่มีความเกรงใจใดๆ เขาสั่งทุกคนราวกับตัวเองไม่ใช่เด็กหนุ่ม ทุกคนในสตูดิโอเงียบกริบ และจดจ้องเขาทำงาน นานๆ ครั้ง จะมีเสียงหัวเราะเฮฮา ซึ่งนั่นหมายความว่าขอบฟ้าผ่อนคลายและพี่ๆ ทุกคนสามารถตบหัวเขาเล่นได้
สไตลิสต์งานนั้นถึงกับเอ่ยปากชมเปาะว่า หัวใจขอบฟ้าใหญ่โตเกินกว่าอายุ ส่วนซอนย่าเธอดูพออกพอใจกับผลงานชุดนั้นมาก และนั่นก็คล้ายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างขอบฟ้าและซอนย่า
วารุเคยแหย่ถามเขาหลายครั้งว่า เคยคิดจะจีบซอนย่าบ้างไหม แม้ขอบฟ้าจะทำหน้าหงุดหงิดรำคาญแทบทุกครั้ง แต่วันหนึ่งที่เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษขอบฟ้าก็บอกกับเธอ
“คนบางคนเหมาะที่จะอยู่ในความฝันเท่านั้นล่ะ เห็นเขาอยู่ไกลๆ ชื่นชมอยู่ห่างๆ แบบนั้นกำลังดี”
“แล้วถ้าเค้าเกิดชอบเธอขึ้นมาล่ะ ฉันเห็นแววตาเค้าชื่นชมเธออยู่นะ”
ขอบฟ้าหัวเราะหึๆ ไม่ตอบ แต่แววตาของเขาปราศความกังวลใดๆ และคล้ายไม่สนใจใยดีด้วยซ้ำ
เพียงเท่านั้น วารุก็โล่งอก ไม่เคยคิดเป็นกังวลอีก
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อวารุกลับมาคิดถึงภาพหน้าปกหนังสือบนโต๊ะวันนี้
หลายปีมานี้ เขาและเธอห่างเหินกันมากเหลือเกิน ขอบฟ้าไปอยู่ปารีสสามปี แม้กลับเมืองไทยทุกครั้งเขายังคงมาเยี่ยมมาเยียนเธอมิเคยขาด แต่ว่าโลกของเขาก็สร้างตัวตนของเขาให้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เธอเองก็กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัว เส้นทางสองเส้นที่เคยคู่ขนานเคียงข้างมันเบี่ยงห่างออกจากกันทุกที ชีวิตของเขาเป็นอย่างไรบ้าง เธอรับรู้ก็เพียงผิวเผิน ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เธอจะมีโอกาสติดตามเขาไป พูดคุยสนทนาประสาเพื่อนฝูง แต่เวลาเปลี่ยนไป แต่ละคนเติบโต ก็คงเป็นธรรมดาที่จะมีความเปลี่ยนแปลง และหากขอบฟ้าจะเปลี่ยนความคิดเดิมมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
คนบางคนที่เคยเป็นความฝัน หากว่ากลายเป็นความจริง ขอบฟ้าอาจเลือกที่คว้ามาแนบครอง แทนที่จะมองอยู่ห่างๆ อย่างที่เคยพูด
วารุถอนหายใจยาวอีกครั้ง เธอลุกเดินไปยืนริมหน้าต่าง มองแม่น้ำด้านหลังสำนักงาน บอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกอย่างไรดีถ้าขอบฟ้าจะมีใครสักคนเป็นเจ้าของ
แม้รู้ทั้งรู้ว่าเธอเป็นได้แค่เพื่อนสนิท แต่ตลอดที่ผ่านมา ขอบฟ้าก็ไม่เคยมีใคร มันอดไม่ได้ที่จะมีความหวังกับเขาเสมอ
วารุรู้สึกมาตลอดว่าขอบฟ้าช่วยต่อเติมชีวิตบางด้านที่ขาดหายของเธอ ยิ่งเธอก้าวมารับกิจการของครอบครัวอย่างนี้ เธอมีเพียงขอบฟ้าเท่านั้นที่ช่วยทำให้ชีวิตดูรื่นรมย์ขึ้นท่ามกลางการงานที่เคร่งเครียดหนักหนา
หากจะต้องเสียขอบฟ้าไป เธอจะทำใจได้ไหม
เธอจะอกหักอีกหน แล้วรอให้ขอบฟ้าเลิกกับซอนย่าอย่างนั้นหรือ?
วารุมองสายน้ำไหลเอื่อย อดคิดไม่ได้ว่า ปลาเป็นเท่านั้นที่ว่ายทวนน้ำ การปล่อยชีวิตไหลไปตามยถากรรมหาใช่วิธีคิดของนักธุรกิจไม่
และไม่ควรที่เธอจะเป็น!

 

ดอกหญ้า ตาโต มองหน้าดวงแจ่มแทนคำถามว่ามีอะไร เมื่อดวงแจ่มมาบอกว่า คุณพ่อให้ไปพบที่ห้องรับแขก
ดวงแจ่มหน้าย่น เอียงตัวมาพูดเสียงเบา “แจ่มก็ไม่ทราบค่ะ คุณหญ้า คุณท่านดูเคร่งเครียด แต่แจ่มว่าต้องเป็นเรื่องคุณขอบฟ้าขึ้นปกหนังสือนั่นแหละค่ะ ดูรึ เป็นช่างภาพหนุ่มเท่ แทนที่จะไปขึ้นปกจีเอ็มกลับมาขึ้นปกกอสซิปดารา แจ่มเห็นแล้วอกจะแตกเหมือนกัน นี่ก็เงียบกริบ ใครติดต่อก็ไม่ได้ ไม่รู้เครียดจัดหรือเปล่า”
ดอกหญ้ายิ้มพลางสั่นหน้า “คุณขอบฟ้าไม่มีทางเครียดหรอกจ้ะ แจ่ม เลิกห่วงได้ นายของดวงแจ่มคนนี้น่ะไม่แคร์อะไรเลยในโลกนี้ เรื่องใดๆ ที่ดูไร้สาระในสายตาเขาไม่มีทางกระทบกระเทือนเขาได้หรอก แต่ที่ติดต่อไม่ได้น่ะ น่าจะเป็นเหตุผลอื่นมากกว่า”
ขอบฟ้าแบกเป้ออกจากบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เขาเมาฟุบกับโต๊ะอาหาร มีเพียงคำพูดที่ฝากผ่านดวงแจ่มถึงพ่อและเธอเท่านั้นว่าจะไปเที่ยวทะเลสักพัก นี่นานกว่าสองอาทิตย์แล้วที่โทรศัพท์ของเขาไม่มีสัญญาณรับ แต่ก็อาจเป็นได้ว่าเขายังชอบใจกับการนอนฟังเสียงคลื่นในที่ที่แสนสุขสงบก็เป็นได้
ดอกหญ้าสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนแล้วก็เดินตามหลังดวงแจ่มไปห้องรับแขก บิดาของขอบฟ้าเห็นเด็กสาวสวมใส่ชุดนอนแล้วก็อดดูนาฬิกาที่แขวนข้างฝาไม่ได้ ห้าทุ่มกว่าเข้าแล้ว มิน่าบุตรสาวบุญธรรมของเขาถึงเตรียมตัวเข้านอน
“ขอโทษด้วยนะ หญ้า ที่พ่อมารบกวนเอาดึกๆ หมู่นี้ประชุมแทบทุกวัน สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดีอย่างนี้ ไม่รู้รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่ยุบ บริษัทของเราต้องมานั่งหารือรับมือกันทุกวันจนพ่อไม่มีเวลามาดูแลลูกเลย”
ดอกหญ้านั่งลงข้างๆ กับพื้นพลางบีบนวดขาพ่อบุญธรรมอย่างเอาอกเอาใจ กิริยาท่าทางของเธอทำให้คนทำงานที่เคร่งเครียดยิ้มออกมาได้
“คุณพ่ออย่าเป็นกังวลเรื่องดูแลหนูเลยค่ะ หนูโตแล้ว หนูดูแลตัวเองได้ ช่วงนี้ฝึกงานด้วย  บางคืนหนูก็กลับดึกเหมือนกัน แต่ว่าลูกชายกระมังคะที่คุณพ่อคงเป็นกังวล”
บิดาของขอบฟ้าหัวเราะ เอื้อมมือลูบผมเธอเบาๆ
“เออ! หายหัวไปเลย ติดต่อก็ไม่ได้ ดูมันเป็นข่าวทั้งทีดันไปลงนิตยสารดาราพวกกอสซิป นี่ถ้าพวกเพื่อนแม่เค้าไม่เอามาให้ดู พ่อคงไม่เห็น อันที่จริงพ่อก็ไม่ได้คิดมากอะไรหรอก มันก็เป็นเรื่องส่วนตัว ก็ดันไปเกี่ยวข้องกับคนมีชื่อเสียงยังไงมันก็ต้องเจอแบบนี้แหละ แต่เป็นห่วงความรู้สึกฟ้ามันมากกว่า กลัวมันคิดมาก พยายามโทรหาหลายครั้งแต่ไม่ติดเลย”
ดอกหญ้ายิ้ม เธอรู้สึกสบายใจที่ได้ยินบิดาบุญธรรมของเธอพูดเช่นนี้ ท่านเข้าอกเข้าใจลูกชายและไม่แคร์ข่าวสารอย่างกอสซิป อย่างน้อยขอบฟ้าจะได้ไม่ต้องเจอแรงกดดันจากทางบ้าน
“หนูว่าพี่ฟ้าคงไม่คิดมากหรอกค่ะคุณพ่อ” น้ำเสียงของดอกหญ้าดูมั่นอกมั่นใจ
“ดูลูกมั่นใจมากนะ หญ้า”
ดอกหญ้าเงยหน้าขึ้นมองพ่อบุญธรรมพร้อมยิ้มกว้าง
“พี่ฟ้าเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมากกกกกกก” เธอเน้นเสียง
พ่อบุญธรรมของเธอหัวเราะร่วน
“ใช่”
“หนูว่าเผลอๆ เขาอาจจะยังไม่เห็นข่าวด้วยซ้ำค่ะ บางทีอาจจะยังนอนเปลใต้ต้นไม้ ฟังเสียงคลื่นอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างมีความสุข และถ้าวันหนึ่งเขาเห็นข่าวนี้แล้ว เขาก็อาจจะหัวเราะและวางหนังสือลงที่เดิมเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้าตามปกติ น่าจะเป็นอย่างนั้น”
ท่าทางพ่อดูอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้คุยกับดอกหญ้า สีหน้าคลายกังวลไปมากทีเดียว
“อืมม์... ใช่ ขอบฟ้าเป็นคนอย่างนั้นแหละ เฮ้อ พักหลังนี่เราไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าวด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะ กี่เดือนแล้วนี่ตั้งแต่ลูกเล่นละครน่ะ”
ดอกหญ้าชูนิ้วให้
“ฮ้า สามเดือนแล้วเหรอ พ่อนึกว่าสามวันเองนะเนี่ย” ว่าแล้วพ่อก็หัวเราะอีก
ดวงแจ่มซึ่งนั่งอยู่ห่างๆ พลอยอดยิ้มด้วยไม่ได้
“ไม่ใช่สามเดือนพอดีๆ นะคะ สามเดือนกว่าแล้วด้วยค่ะ” ดอกหญ้ารีบให้ข้อมูล
“งั้นต้องหาวันว่างๆ สักวันไปกินข้าวกันบ้างแล้วล่ะ แต่รอให้พ่อตัวดีกลับมาก่อนนะ”
ดอกหญ้าพยักหน้า
พ่อดูอารมณ์ดีอย่างนี้ งั้นคงได้เวลาอันเหมาะสมที่จะบอกความประสงค์บางอย่างแก่ท่านแล้วล่ะ
“พ่อคะ”
“หือ”
“อีกสองอาทิตย์ถ้าหนูฝึกงานเสร็จแล้ว หนูว่าจะขอกลับทุ่งแสลงหลวงค่ะ”
“อ้อ เหรอ เออ ไปสิไป ลูก เอารถไปนะ อย่านั่งรถโดยสารไปอย่างปีที่แล้วอีก พ่อไม่ยอมเด็ดขาดจริงๆ ถ้าพ่อว่างพ่อก็อยากจะไปด้วย อยากไปเยี่ยมบุญมีเสียหน่อย เดี๋ยวใกล้ๆ วันค่อยว่ากันอีกทีนะ”
ดอกหญ้ารู้สึกโล่งใจที่ได้บอกเจตจำนงของตัวเอง ครั้งนี้เธอตั้งใจจะอยู่บ้านให้ยาวนานที่สุดจนกว่าจะเปิดภาคเรียน
ไม่รู้ทำไม ปีนี้เธอคิดถึงบ้านป่าภูผาแมกไม้ของตัวเองเหลือเกิน คิดถึงพ่อ และอยากกลับไปอยู่เงียบๆ ฟังเสียงสนต้องลม ดื่มน้ำในลำธาร เป็นหญิงสาวธรรมดาๆ ไม่ต้องเข้าสังคมอะไรมาก ไม่ต้องพบปะผู้คนมาก
ที่สำคัญ เธออยากอยู่กับความหลังเมื่อครั้งที่เคยติดตามใครบางคนท่องป่าอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่อย่างวันนี้ที่ใกล้ก็เพียงตาแต่ห่างไกลห่างใจจนไม่รู้ว่ามิตรภาพอันดีงามมันจะเดินต่อไปอีกได้ไหม
ดอกหญ้านั่งคุยกับพ่อบุญธรรมไม่นาน พ่อก็ขอตัวไปพักผ่อน
“เออ ว่าแต่... หญ้าลองเดาดูสิว่า เจ้าฟ้ามันจะกลับวันไหน”
ดอกหญ้าครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหัวช้าๆ
“พี่ฟ้าเป็นคนที่เดาใจยากจะตายค่ะ คุณพ่อ” ดอกหญ้าเสียงอ่อย”
“แต่แจ่มเดาได้ค่ะ แจ่มขอเดาได้ไหม”
ดวงแจ่มยกมือ ตัวหด ยิ้มเผล่ ท่าทางเกรงอกเกรงใจ แต่ก็อยากจะพูดเหลือเกิน
“ไหน ว่ามาซิ ถ้าเดาถูก ฉันจะซื้อปูจักจั่นของชอบเธอเป็นรางวัล”
“อู๊ยย... ขอบพระคุณเจ้าค้า” ดวงแจ่มยกมือไหว้ ยิ้มร่าที่ได้ยินรายการอาหารจานโปรดจะกลายมาเป็นของกำนัล
“ยังไงคุณฟ้าก็ต้องกลับมาก่อนสองอาทิตย์นี้แน่ๆ”
พ่อหัวเราะใหญ่ “แหม ตอบกว้างมากแบบนี้ โอกาสถูกมันก็สูงน่ะซี เจ้าเล่ห์มากนะ ดวงแจ่ม”
“แหม คุณท่านเจ้าคะ แจ่มไม่ได้เจ้าเล่ห์หรอกค่ะ คุณฟ้าเคยหายไปเป็นเดือนๆ สองเดือนสามเดือนก็ยังมีเลย”
พ่อพยักหน้า “อืมม์ ก็จริง แล้วทำไมแจ่มถึงคิดว่าขอบฟ้าจะกลับมาก่อนสองอาทิตย์นี้ล่ะ มันจะกลับมาแก้ข่าวในหนังสือกอสซิปงั้นหรือ”
“ว้าย! ไม่ใช่ๆ หรอกเจ้าค่ะ” ดวงแจ่มหัวเราะคิกคัก
“แจ่มขอเอาคอขึ้นเขียงเลยนะคะถ้าคุณฟ้าจะไปแก้ข่าว คุณฟ้าไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่ๆ แต่ที่คุณฟ้าจะต้องกลับมาก่อนสองอาทิตย์นี้เพราะแจ่มบอกว่า รีบกลับมานะคะ เพราะคุณหญ้าจะกลับบ้านหลังฝึกงานเสร็จ”
“อ้อ ฟ้ามันก็เลยรับปากจะมาเลี้ยงส่งน้อง” พ่อพูดพลางพยักหน้า เข้าอกเข้าใจ
“เปล่าค่ะเปล่า คุณฟ้าเดินจากไปดื้อๆ ไม่ตอบ แต่แจ่มเดาเอาเท่านั้นแหละค่ะว่าคุณฟ้าจะต้องกลับมา”
“เออๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี เราสามคนจะได้ไปทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน เอาล่ะ พ่อขอตัวก่อนดีกว่า เมื่อยมากเลยวันนี้”
พ่อขึ้นชั้นบนไปแล้ว ดอกหญ้ามองหน้าดวงแจ่มอย่างงงๆ
“หนูมีความสำคัญขนาดพี่ฟ้าจะกลับมาเลี้ยงส่งอย่างนั้นเลยเหรอคะพี่แจ่ม”
ดวงแจ่มยิ้มแทนคำตอบ
พี่น้องคู่นี้ดูแปลกๆ นับตั้งแต่ที่เธอเห็นขอบฟ้ากลับมาคราวนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ดูไม่เหมือนพี่น้องเสียทีเดียว ยิ่งเห็นบางคราวดอกหญ้าเหม่อลอย นัยน์ตาเศร้า ดวงแจ่มผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน บอกได้คำเดียวว่านี่เป็นอาการของคนมีความรัก
          คนมีความรักอย่างไรก็ปิดไม่มิด
ส่วนเจ้านายของเธออย่างขอบฟ้าน่ะหรือ
แม้ท่าทางอมพะนำ ลึกลับ เดายาก แต่ดวงแจ่มก็เห็นเส้นใยบางๆ ที่เขามีต่อน้องสาวบุญธรรมคนนี้ ถึงไม่มั่นใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ดวงแจ่มก็มั่นใจในคำตอบที่ตัวเองเพิ่งตอบไป
“แจ่มแน่ใจว่าคุณฟ้าจะมาก่อนคุณกลับ”
“ทำไมพี่แจ่มแน่ใจล่ะ”
ดวงแจ่มสั่นหัว “ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของเซ้นส์ส์ส์ส์”
ดวงแจ่มเน้นคำสุดท้ายชัดเจน จน ดอกหญ้าอดหัวเราะไม่ได้
“แหม พี่แจ่ม ใช้ภาษาปะกิดด้วยนะนี่”
ดวงแจ่มยักคิ้ว มองเด็กสาวที่หน้าตาดูเบิกบานขึ้นมากเมื่อได้พูดถึงขอบฟ้า เห็แล้วเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากสองคนนี้ไม่ใช่พี่น้องบุญธรรม แต่เปลี่ยนเป็นคู่รักกันคงจะเหมาะสมไม่น้อย
แต่คุณท่านจะรู้สึกอย่างไรนะ ท่านจะเสียความรู้สึกหรือเปล่า? ต่อให้ดอกหญ้าไม่ใช่ลูกจริงๆ แต่ท่านก็รักเหมือนลูก ท่านจะทำใจได้ไหม
“ไปนอนเถอะค่ะ คุณหญ้า”
ดวงแจ่มเห็นท่าทีรีรอของดอกหญ้า เธอก็กลัวดอกหญ้าจะซักถามต่อ เธอไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว สงสารเด็กสาวที่ยังบริสุทธิ์กับความรู้สึกตัวเอง
แต่ดอกหญ้าก็เพียงแค่ทำท่าลังเลๆ ก่อนจะเดินเข้ามาและกระโดดจุ๊บแก้มดวงแจ่ม จนเธอหน้าเหวอตกใจ
ดอกหญ้าหัวเราะชอบใจ
“ขอบคุณค่ะ พี่แจ่ม หนูรู้นะว่าพี่กำลังคิดอะไร ขอบคุณมากค่ะ หนูรักพี่ที่สุดในโลก”
ว่าแล้วเธอก็วิ่งแผล็วกลับเข้าห้อง

 

            และแล้ว เช้าวันน้ำค้างชุ่มหญ้า นกกระจิบร้องจุ๊บจิ๊บเช่นเคยบนกิ่งฉำฉา ดอกตะแบกยังผลิช่อ กลีบจางร่วงลอยบนผิวน้ำในสระ ดอกหญ้าก็คล้ายได้ยินเสียงเรียกเธอเบาๆ อยู่ข้างหน้าต่าง
ดอกหญ้าเลิกผ้าม่าน ก็เห็นดวงแจ่มทำปากขมุบขมิบชี้ไปทางสระน้ำ เงาไหวๆ ของใครบางคนซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ เพียงเท่านั้น ดอกหญ้าก็ยิ้มร่า รีบวิ่งออกไปทั้งที่ผมเผ้ายังยุ่งเหยิง หน้าตาไม่ได้ล้าง
“พี่ฟ้า!”
ดอกหญ้ายืนอยู่ใต้ร่มดอกแก้วต้นใหญ่ กลีบดอกสีขาวร่วงพรูพร้อมน้ำค้างใส่ตัวเธอ ขอบฟ้าหันมาเห็นตอนที่เธอเอามือลูบหัวพลางกระโดดออกจากการเปียกปอนจากหยาดน้ำค้าง รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าเขา
          ใสพิสุทธิ์ดุจดอกแก้วอาบหยาดน้ำค้างยามเช้า
ดอกหญ้าเอามือลูบแก้มที่เปียกน้ำ ยิ้มเบิกบานให้เขา
“เปียกเลยพี่ฟ้า” ดอกหญ้าออกตัวขวยเขิน
ขอบฟ้าหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันหลังกลับ มองไปยังผิวน้ำที่มีดอกตะแบกลอยน้ำเหมือนก่อนหน้านี้ เขาสูดลมหายใจยามเช้าเข้าลึกๆ เต็มปอด
ไม่รู้ทำไมจิตใจมันถึงสงบได้มากขนาดนี้
คำว่า ‘สันติภาพ’ มันจะเป็นเช่นนี้ใช่ไหมนะ
ปราศความรุ่มร้อน วุ่นวาย ไม่มีเสียงอึงคะนึงของหัวใจ ไม่มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ระลึกถึงอะไร หัวใจไม่ต้องลอยไปไหนไกล อยู่กับตัว อยู่กับเวลาปัจจุบัน สำนึกตน รู้ตน ว่าคือใคร ยืนอยู่ที่ใด และใครที่ทำให้เป็นเช่นนี้
“ขออะไรสักอย่างได้ไหม”
“ได้ค่ะ ได้” เธอรีบตอบทั้งที่ไม่รู้เลยว่าอะไร
“เอ่อ แต่อะไรเหรอคะ” ดอกหญ้าเกาหัวอย่างลืมตัว
เกิดทำไม่ได้ก็ยุ่งล่ะสิ
ขอบฟ้าซ่อนยิ้มคนเดียว
“ไปล้างหน้าล้างตาซะก่อนไป๊”
ดอกหญ้าหน้าแดงซ่าน รีบขยี้ตา ปัดเผ้าผมให้เข้าที่ นึกได้ว่าสารรูปเธอตอนนี้คงดูน่าเกลียดเต็มทีก็บีบมือตัวเองไปมาแทบจะม้วนหายไปตรงนั้น
“และฉันขอกาแฟสักถ้วย ฉันอยากนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น”
“ได้ค่ะได้”
เธอวิ่งตื๋อเข้าบ้าน

            แม้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่แสงอาทิตย์ก็ฉายฉานสว่างไสวอยู่เต็มหัวใจเธอแล้ว... ดอกหญ้าบัว

(อ่านต่อฉบับหน้า)