Executive Interview
  108 Office Problem
  Belief
  Special Scoop
  Personlity
  Sex & Relationship
  Calendar
  Horoscope
  Fiction
  Eating Out
  Coffee Break Game
  Letters
   
 
 
   
 
   
 
 
 
 
 
Fiction
เรื่องโดย พิณพระจันทร์
 

ขอบฟ้าและดอกหญ้าบัว (ภาค 2)
ตอนที่ 14 ผู้หญิงไม่เคยเหมือนกัน

ขอบฟ้าเอนตัว สูบบุหรี่ ทิ้งแขน เขาทอดตัวตามสบายขณะที่สายตามองเหม่อไปยังแม่น้ำ ในสายตาของดอกหญ้าแล้ว ห้วงเวลาอย่างนี้ เธอรู้ดีว่าในหัวของขอบฟ้าจะว่างเปล่า ไม่มีใครหรืออะไรหลงเหลืออยู่ทั้งนั้น นี่คือภาวะที่เขาสบายใจที่สุด
ดอกหญ้าได้แต่ลอบมองและอมยิ้ม แหงนดูต้นเหลืองฝ้ายคำ บัดนี้มันเหลือแต่ต้นและใบ ดอกไม้สีเหลืองแสนงามได้อันตรธานไปหมดแล้ว ปีละครั้งกับคำสัญญาของดอกเหลืองฝ้ายคำและแม่น้ำ หรือว่านี่คือสัจธรรม - ช่วงเวลาที่งดงามมักจะสั้นเสมอ
พี่ฟ้า
“ไม่เห็นกินอะไรเลย” ขอบฟ้าว่าเมื่อเห็นดอกหญ้าเอาแต่จ้องหน้าเขา อมยิ้ม
“เค้าอิ่มแล้ว” ดอกหญ้าตอบด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
ใช่ เพียงแค่ได้เห็นหน้าคุณ เค้าก็อิ่มแล้ว
“เค้าไม่หิวอ่ะ พี่ฟ้า”
ขอบฟ้ายิ้มตาเยิ้ม เชื่อในคำพูดของดอกหญ้าโดยดี
“นานแล้วนะเนี่ยที่ฉันไม่ได้รู้สึกสบายใจอย่างนี้” ขอบฟ้าว่าพลางเหยียดแขนขึ้นข้างบนอย่างคนบิดขี้เกียจ
ดอกหญ้าเสตามองข้างโต๊ะเครื่องดื่มเห็นขวดเบียร์เปล่าวางอยู่หลายขวด
เอ ท่าจะเมาแล้วมั้ง
ดอกหญ้าคะเนอาการดูจากขวดเบียร์
“คุณดื่มเยอะแล้วนะคะ” ดอกหญ้าติง
ขอบฟ้ายิ้ม “เหรอ”
เขาว่าพลางยักไหล่
ดอกหญ้าเอียงคอมอง เธอรู้ว่าเขาเมามากแต่แกล้งพูดเหมือนไม่เมาเท่านั้นเอง
“แล้วงานถ่ายแบบของเธอถ่ายวันไหนล่ะ เผื่อฉันว่าง ๆ จะแวะไปดู”
ดอกหญ้ายิ้มกริ่ม “ถ่ายไปเมื่อวานซืน เสร็จแล้ว อะไรกัน ช่างไม่รู้บ้างเลย”
“อ้าว!” ขอบฟ้าหัวเราะร่วน
“เออ ฉันช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ คิดแต่เรื่องงานของตัวเอง พอถ่ายเสร็จโคตรสบายใจเลยนะเนี่ย ว่าแต่เธอก็ทำเป็นปกติเสียเหลือเกินนะ ไม่เห็นพูดอะไรให้ฟังเลย แล้ววันถ่ายเป็นกังวลไหม แต่คงจะไม่เป็นไรมั้ง ดูเงียบ เป็นปกติขนาดนั้น ฉันต่างหากที่คิดมาก กลัวเสียชื่อจะแย่ นี่แหละน้า เค้าถึงว่ามือสมัครเล่นและมืออาชีพมันต่างกันยังไง คนเป็นมือสมัครเล่นยังไงก็ดูจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำมากกว่า ฉันเองไม่ชอบสถานภาพอย่างนี้เลย ไม่ชอบชื่อเสียง ไม่ชอบการเป็นที่รู้จัก ไม่ชอบการคาดหวังจากใคร รู้ไหม มันมีแต่ความกดดัน แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ต้องแลก  ในเมื่อฉันทำตัวให้คนอื่นรู้จักไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ฉันหลีกเลี่ยงความคาดหวังไม่ได้หรอก”
นานๆ จะได้ฟังขอบฟ้าพล่ามยาวเสียที ดอกหญ้าจึงได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร
ขอบฟ้ามองดวงหน้าเด็กสาวที่ดูลงตัวสมส่วนไปหมดไม่ว่าริมฝีปาก จมูก รูปหน้า ดวงตา
คนอะไรหนอ สวยมีเสน่ห์ได้อย่างไม่ต้องพึ่งมีดหมออีกแล้ว
เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพเลียงผาน้อยเมื่อคราวเดินตามเขาต้อยๆ เมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กกะโปโลที่มีเค้าว่าจะสวย หน้าตาเธอน่ารัก กลมบ๊อก ไม่ใช่หน้าเรียวรูปไข่อย่างในเวลานี้
มองหน้าเธอแล้วเขาก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว นิ่งสงบดีเหลือเกิน ดูสิ ดวงตาเยือกเย็น ไม่ขี้เล่นเหมือนก่อน
“ดอกหญ้า...”
เขาเอ่ยชื่อเธอขึ้นมา ดอกหญ้าเงยหน้าขึ้น เห็นสายตาที่จ้องมองมา ก็รู้ว่าเขาคงจะพูดอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องจริงจัง
“คะ”
“คิดไว้หรือยังว่าถ้าเรียนจบจะทำอย่างไร จะเรียนต่อไหมหรือว่าทำงาน ถ้าอยากเรียนต่อฉันและพ่อยินดีส่งเธอเรียนเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเลยนะ และพ่อฉันคงดีใจมากถ้าเธอยอมเรียน พ่อเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการศึกษาน่ะ หรือจะลองทำงานก่อนสักปีสองปีแล้วค่อยไปเรียนต่อก็ได้”
ดอกหญ้ากระพุ่มมือไหว้เขาอย่างอ่อนน้อมที่สุด
“ขอบคุณมากค่ะ นี่ถ้าพ่อรู้ พ่อคงพูดว่า เป็นบุญหัวของไอ้หญ้ามัน” ดอกหญ้าว่าพลางหัวเราะ
“แล้วเธอคิดไว้ยังไงบ้างล่ะ”
ดอกหญ้าสั่นหัว “เค้าคงยังไม่เรียนต่อหรอกค่ะพี่ฟ้า เค้าตั้งใจว่าจะทำงานแล้วเก็บเงินเรียนเอง อันที่จริง เค้าตั้งใจว่า...”
คนอย่างดอกหญ้าถ้าพนันความคิดเธอเขาคงชนะทุกตา เขารู้ดีว่าเธอจะตอบอย่างไร เธอขี้เกรงใจออกปานนี้ เพียงแต่ประโยคต่อมาเท่านั้นแหละที่เธอเว้นไว้ และเขาสุดจะคาดเดา มันเป็นสิ่งที่เธอคงคิดมาแล้วแต่ไม่กล้าพูด
ดอกหญ้านิ่งไปอยู่พักหนึ่ง ขอบฟ้าเอียงคอมอง เขาจุดบุหรี่สูบอีกครั้ง
“เค้าอยากจะออกไปอยู่ข้างนอกตั้งแต่เทอมหน้า ถ้าหากเป็นไปได้”
“เป็นไปไม่ได้” เขาสวนให้ทันที
ดอกหญ้าหน้าจ๋อย
“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้หมายความว่าจะถือสิทธิ์ของความเป็นผู้อุปการะเธอหรือการที่พ่อเป็นพ่อเป็นบุญธรรมของเธอแล้วเราจะบังคับขืนใจเธอ เราไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่ถ้าเธออยากให้พ่อและฉันสบายใจที่สุด ก็ขอเรียนให้จบก่อน”
“เค้ารู้ว่าพ่อและคุณเป็นห่วง แต่เค้าก็เกรงใจคุณ เกรงใจพ่อ” ดอกหญ้าเสียงอ่อย
“ถ้าเกรงใจก็อยู่บ้านนั่นแหละ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านสบายใจที่สุด และก็อยู่เหมือนเป็นบ้านของเธอ อย่าได้คิดว่าเป็นผู้อาศัย ออกไปเที่ยวเตร่เฮฮาในกลางค่ำกลางคืนบ้างก็ได้ ใช้ชีวิตให้เป็นปกติของคนหนุ่มสาว แต่ขอให้ระวังตัวบ้างเท่านั้นเอง นี่พ่อบอกฉันว่าเธอเรียบร้อยมาก ไม่เคยกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ สักครั้งยกเว้นตอนฉันมาและเธอไปกับฉัน นี่เลยกลายเป็นว่าไปๆ มาๆ ฉันจะพาเธอไปเสียคนเสียนี่” ขอบฟ้าว่าพลางหัวเราะ
“แต่อย่างที่ฉันบอกนะ หญ้า ไม่ต้องสงบเสงี่ยมมากขนาดนั้นหรอก ฉันอยากให้เธอเป็นตัวของตัวเอง เธอเป็นคนมีชีวิตชีวา แก่นเซี้ยวปานนี้มาใช้ชีวิตราวกับผู้ทรงศีล ไม่ไปไหนเลย มันอาจทำให้เธอไม่มีความสุขก็เลยอยากออกไปอยู่ข้างนอก แต่ยิ่งไปอยู่ข้างนอกน่ะ ทั้งพ่อและฉันจะยิ่งเป็นห่วง เรียนรู้โลกไปอีกสักปี แล้วค่อยออกไปยืนอยู่ข้างนอกด้วยตัวเธอเอง”
คำพูดของเขาบ่งบอกได้ว่าเขาห่วงใยเธอจริงจังแค่ไหน ดอกหญ้าได้แต่ระบายลมหายใจยาว
ไม่ใช่เพราะเธออึดอัดกับที่บ้าน หรือเพราะอยากไปเที่ยวเตร่ไม่ใช่เลยสักนิด แต่เพราะอะไร เขาน่าจะรู้ดี
“เค้าไม่ได้ชอบเที่ยวกลางคืนเลยพี่ฟ้า แต่เค้าเห็นว่าทุกวันนี้เค้ามีงานเข้ามาพอจะเลี้ยงดูตัวเองได้”
“แต่เทอมหน้าเธอจะเรียนหนัก ต้องทำตัวจบอีก ขืนมัวไปรับงาน ผลการเรียนตก พ่อฉันคงเสียใจแย่ เธอไม่ต้องอธิบายเหตุผลอะไรแล้วล่ะ ถือว่าฉันขอร้อง อยู่ที่นี่อีกสักปี จากนั้นเธอจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์ฉันกับพ่อเลยก็ได้ ไม่มีใครว่า ชีวิตเป็นของเธอ”
“พี่ฟ้า เค้าไม่เคยรู้สึกแม้แต่น้อยว่าไม่แคร์พ่อหรือคุณ ตรงข้าม เค้าแคร์มากด้วย เค้าถึงอยากไป แต่เอาเถอะ เค้าเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด ต่อไปเค้าจะไม่พูดเรื่องการออกไปอยู่ข้างนอกอีก”
ขอบฟ้าพยักหน้า ยิ้มตรงมุมปาก “อื้อ นั่นแหละ ถูกแล้ว ดีแล้ว”
ขอบฟ้ามองสายน้ำที่ยังคงไหลเอื่อยสะท้อนแสงไฟ
เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ
‘เค้าแคร์มาก เค้าถึงอยากไป’
อย่างนั้นหรือ ?

ขอบฟ้า  ไม่รู้เลยว่าตนเองเมามากแค่ไหน แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกพยุงเข้าบ้านโดยอ้อมแขนอุ่นๆ และน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ฟ้าระวังนะคะ” แว่วมาตลอดทาง
ขอบฟ้าลืมตามอง เมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองล้มนอนลงบนเตียง มองภาพรอบๆ ตัวสักพักก็รู้ว่าไม่ใช่ห้องนอนของเขา
“ห้องนอนของเธอนี่” เขาพึมพำ
ดอกหญ้าเสียงอ่อย ”ก็ห้องคุณต้องเดินขึ้นข้างบน เค้าพยุงคุณไม่ไหวแล้ว แค่นี้ก็หนักจะแย่”
พร้อมกับคำพูดก็มีผ้าเย็นลูบไล้ใบหน้าเขาอย่างเบามือ นึกแล้วก็ละอายใจไม่น้อย เมื่อเธอเมาแประคราวที่แล้ว เขาปฏิบัติกับเธออย่างหยาบคายทีเดียว แทบไม่ดูดำดูดีด้วยซ้ำ
ขณะที่ผ้าเย็นลูบไล้ใบหน้า เส้นผมอ่อนนุ่มก็ทิ้งตัวคลอเคลียไปตามผิวหน้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของหญิงสาวทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนในใจอีกแล้ว อยากโวยวายไล่อย่างทุกครั้ง ‘ถอยออกไปไกลๆ ได้ไหม ไอ้หญ้า’ แต่คำพูดนั้นก็ดังอยู่แค่ในความคำนึง
ขอบฟ้าบอกไม่ถูกว่าทำไมหัวใจเขาปวดแปลบ สะท้อนสะท้าน กับกระไออุ่นและรอยสัมสัมผัสนั้น เหมือนมันอ่อนแอเกินทน เหมือนต้องเหนี่ยวดึงหัวใจบางๆ ที่ยิ่งดึงก็ยิ่งบอบช้ำ บาดเจ็บ
เลียงผาน้อย หากนี่ไม่ใช่เธอ แล้วมันจะเป็นอย่างไร
ขอบฟ้าทิ้งลมหายใจแห่งการต้านทานสุดท้ายออกไป และไม่ปรารถนาจะตอบคำถามใดๆ ของตัวเองอีก อ้อมแขนแข็งแรงของเขากระหวัดดึงหญิงสาวลงมาแนบอกอย่างง่ายดาย
พี่ฟ้า!
แม้ตกใจเพียงไหน แต่ดอกหญ้าก็ทำได้เพียงอุทานอยู่ในใจ ใบหน้าเธอถูกกดแนบลงกับอกอุ่นของเขา จนได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นตึกตัก แรงเหลือเกิน แรงเหลือเกินจริงๆ
โลกจ๋า... การหลอมละลายชีวิตมันเป็นอย่างไรหรือ ?
เป็นอย่างนี้ใช่ไหม เราไร้สิ้นกำลังแข็งขืนประกาศความเป็นตัวของตัวเองได้อีกแล้วนอกจากหมอบราบคาบสยบยอมเช่นนี้ แต่มันช่างเป็นความพ่ายแพ้ที่แสนหวานเสียกระไร และฉันยินดีจะเป็นผู้แพ้ไปจนชั่วชีวิต จะถวายตัวจงรักภักดีต่อคุณไม่มีเปลี่ยนแปร พี่ฟ้า
ดอกหญ้าหลับตา แนบหน้ากับอกเขาอย่างหมดแรง เธอโอบไหล่เขาไว้ น้ำตาไหลซึมออกหางตา
“พี่ฟ้า เค้าคิดถึงคุณเหลือเกิน”
ขอบฟ้าไม่ตอบ หากโอบเธอไว้แน่นกว่าเดิม
น้ำตาเธอยิ่งไหลริน
“พี่ฟ้า คุณรู้ไหม ตลอดสามปีมานี้เค้าคิดถึงคุณตลอด เค้าคิดถึงคุณเสมอมา เค้า...”
ดอกหญ้าหลับตาและกอดเขาแน่นกว่าเดิม
“เค้ารักคุณ”
สิ้นคำพูดของดอกหญ้า ขอบฟ้าก็ขยับตัวเธอออกห่าง เขาลืมตามองดวงตาที่ชิดใกล้ มันร้อนแรงดังดวงไฟ ก่อนที่เขาจะหลับตาลงอีกครั้งเมื่อหญิงสาวโน้มหน้าลงประทับริมฝีปากร้อนผ่าว และเขาก็ตอบรับเธอด้วยความลึกซึ้งพอกัน
เนิ่นนานเพียงไหนหนอ
ทำไมกาลเวลาต้องมีช่วงแห่งการสิ้นสุด
ขอบฟ้ามองภาพบดเบลอตรงหน้าที่ดวงตาดำขลับจ้องมองเขาอย่างหวามไหวอีกครั้ง
ทำไมช่างหวานล้ำ อบอุ่น ละมุนละไมเพียงนี้
เลียงผาน้อย - ไม่มีอีกแล้ว
ข้างหน้านี้คือ เซียวเหล่งนึ่ง ผู้ดื้อรั้นและเชื่อมั่นในตนเองเสียเหลือเกิน
“เค้ารักคุณ เค้าคิดถึงคุณตลอดมา” ดอกหญ้าบอกเขาอีกครั้ง คำพูดนั้นสั่นระรัวไปถึงหัวใจ
ขอบฟ้าหลับตาอย่างอ่อนแรง ท่ามกลางอารมณ์ที่เริ่มคุโชน เขากลับมองเห็นความใสพิสุทธ์บางอย่างที่ยากเกินจะทำลาย ขอบฟ้าค่อยรวบรวมเรี่ยวแรงผลักเธอออกห่าง เขาฝืนลุกขึ้นยืนโงนเงน มองเธอที่ส่งสายตางุนงง และยิ้มให้แหยๆ
“ดอกหญ้าบัว”
เขารำพึงเบาๆ
ชื่อนี้แม่เป็นคนตั้งให้ เผื่อว่าจะเป็นพี่น้องกัน
ดอกหญ้าบัวใสสะอาดและพิสุทธิ์ผุดผ่องเกินไปที่เขาจะล่วงเกินเธอ เพียงแค่นี้เขาก็รู้สึกผิดพอแล้ว ขอบฟ้าจับหัวเธอโคลงไปมาเหมือนเรียกสติ เขาจูบหน้าผากเธอเบาๆ และหันหลังเดินจาก
ดอกหญ้านั่งซึม น้ำตาไหล
เธอรู้ดีว่าระหว่างเธอและเขามันไม่มีทางเป็นไปได้
ได้รับมากมายถึงเพียงนี้ก็ควรพอใจแล้ว
บอกกับตัวเองเช่นนั้น แต่ก็สุดจะฝืนทนยอมรับความจริง ดอกหญ้าบัวสะอื้นอย่างแรง เธอยกแขนโอบกอดตัวเองไว้ น้ำตาไหลรินไม่หยุดหย่อน

 

            นับ จากวันนั้น ช่องว่างระหว่างเธอและขอบฟ้าก็ได้ขยายกว้างเหมือนหน้าผาบนทุ่งแสลงหลวง ขอบฟ้าอยู่ไกลเหลือเกิน เกินที่ดอกหญ้าบนหน้าผาจะร้องเรียกถึง ช่องว่างที่เคยทำท่าว่ากำลังขยับเข้ามาใกล้แต่แล้วกลับถอยห่างออกไปไกลยิ่งกว่าเดิม
มันเหมือนอะไรนะ ?
เหมือนแม่เหล็กกระมัง ผลักออกไปและดึงเข้ามา ผลักออกไปและดึงเข้ามา
ยามเช้าเธอไปทำงาน พอกลับเข้ามาขอบฟ้าก็ไม่อยู่ โทรไปเขาก็พูดห้วนๆ สั้นๆ สองสามคำ จนเธอไม่อยากโทรไปอีก
หนังสือที่เขาและเธอทำงานในเดือนที่ผ่านมาได้ฤกษ์ออกวางแผงพร้อมกัน ผลงานของขอบฟ้าเข้าตาเป็นที่ชื่นชมของทุกคนเช่นเคย ส่วนเธอเองได้ขึ้นปกเป็นครั้งแรกก็เป็นที่ฮือฮาไม่แพ้กัน
ขอบฟ้าและพี่ใหญ่นัดกินเหล้าฉลองงานถ่ายภาพด้วยกันอีกครั้ง เมื่อนางแบบคนสวยอย่างซอนย่ารู้เข้าเธอก็รีบดิ่งตรงมาร่วมฉลองด้วย
ซอนย่าดูพออกพอใจไม่น้อย เธอบ่นว่าขอบฟ้าเล่นตัวกับเธอเหลือเกิน เพราะเคยเกริ่นเรื่องจะทำงานด้วยกันตั้งแต่ก่อนไปปารีสแล้ว นี่เพิ่งได้มาถ่าย อีกหน่อยเธอแก่กว่านี้คงยากจะหาภาพถ่ายสวยๆ อย่างนี้ได้
“อีกหน่อยก็คงต้องปลดพี่ออกจากการเป็นช่างภาพหมายเลขหนึ่งมาเป็นไอ้ฟ้าแทน”
พี่ใหญ่พูดอย่างอารมณ์ดี ไม่มีวี่แววน้ำเสียงที่อิจฉาน้องนุ่งเลยสักนิด
“โอ๊ย! พี่ ไม่มีทางหรอก ผมเห็นภาพของดอกหญ้าแล้วยังเซ็งตัวเองเลยว่าทำไมผมไม่เคยเห็นดอกหญ้าในมุมเดียวกับที่พี่มองเลย”
จริงเช่นนั้น ดอกหญ้าในคมเลนส์ของพี่ใหญ่ดูเซ็กซี่ เย้ายวน ระคนขี้เล่นภายในเวลาเดียวกัน
ขณะที่งานชุดน้ำตกของเขานั้นเอาแต่นำเสนอความใสพิสุทธิ์ของดอกหญ้า
นั่นคือสายตาเขา
สายตาที่รู้จักมักคุ้นกับเลียงผาน้อยจนลืมไปว่า เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ดังนั้น เมื่อได้เห็นดวงตาและท่าทางของดอกหญ้าในเงื้อมมือของพี่ใหญ่ มันทำให้เขาทุรนทุราย กระวนกระวายใจไม่น้อย
“แกเป็นพี่ แกก็ย่อมมองน้องสาวในสายตาเช่นนั้นถูกแล้ว แต่ฉันเป็นผู้ชายคนอื่น ฉันถึงเห็นดอกหญ้าในมุมนั้น เธอสวยมากจริงๆ ว่าแต่ว่า... ซอนย่าเองนับวันมาตรฐานการทำงานมีแต่จะสูงขึ้นทุกทีนะครับ ภาพเซ็ตนี้สวยมากจริงๆ”
ซอนย่าอมยิ้ม “ขอบคุณค่ะที่ชม แต่อย่างไรย่าต้องขอชมน้องสาวของฟ้าล่ะค่ะว่าเธอน่ากลัวจริงๆ เอ๊ะ นี่จะเรียกว่าคำชมไหมคะ” ซอนย่าหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ
ใหญ่มองเธอแล้วอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ เป็นธรรมดาที่คลื่นลูกใหม่ยอมไล่ตามคลื่นลูกเก่าเสมอ ไม่ว่าขอบฟ้าหรือดอกหญ้า ซึ่งหากซอนย่าจะหวั่นไหวบ้าง มันย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์
ซอนย่าเองแม้จะวูบวาบ อิจฉาเล็กๆ น้อยๆ กับน้ำเสียงชื่นชมต่อนางแบบใหม่ แต่เธอก็เห็นด้วยจริงๆ ว่าเซียวเหล่งนึ่งสวยมาก และที่สำคัญดอกหญ้าทำงานเป็น
“ว่าแต่ทำไมไม่ชวนน้องสาวมาด้วยล่ะ ฟ้า” ซอนย่าอดถามถึงไม่ได้
ขอบฟ้านิ่งเงียบ ไม่ตอบ เขาเสดื่มเหล้าและชวนทุกคนคุยเรื่องอื่น
แม้จะฝืนทำเป็นสนุกสนาน แต่อาการเหม่อลอยที่หลุดออกมาหลายครั้งก็หนีไม่พ้นสายตาของซอนย่าไปได้ เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ซอนย่าก็ขันอาสาไปส่งเพราะเขาดูเมามาก ขอบฟ้ายอมให้เธอไปส่งโดยดี
“พ่อศิลปินเอ๊ย เมาหัวราน้ำได้ทุกวัน” ซอนย่ากระเซ้าอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นเขาทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะอย่างแรง ขอบฟ้าหน้าแดงก่ำ หัวเราะร่า
“ดื่ม ดื่ม เถิดเพื่อนเอ๋ย      มาเถิดดื่ม เมรัยริน” ขอบฟ้าท่องกลอนบทหนึ่งของโอมาร์ คัยยัม อย่างกระท่อนกระแท่น จำได้ถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ช่างมัน
ซอนย่ายิ่งหัวเราะคิกคัก เธอเอามือผลักหัวเขาอย่างสนิทสนม
ขอบฟ้าหลับตาสังเกตความรู้สึกตัวเองขณะที่มือซอนย่าแตะหัวเขาเบาๆ แต่เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร
“ซอนย่า” ขอบฟ้าเสียงอ้อแอ้
“หือ”
ขอบฟ้าหันมองเธอ ตาแดง “ขอจับมือหน่อยได้ไหม”
ซอนย่าแทบขับรถแฉลบลงข้างทาง เมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอหันมามองหน้าเขางงๆ รู้จักกันมาหกเจ็ดปีขอบฟ้าเป็นสุภาพบุรุษมากจนนางแบบหลายคนต่างเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างภาพอย่างขอบฟ้าน่าเอามาทำแฟนที่สุด  แต่ติดตรงที่เขาดูเย็นชาและทำตัวเป็นพระอิฐพระปูนเหลือเกิน นางแบบบางคนพูดติดตลกว่ากับขอบฟ้าน่ะยั่วยังไงก็ไม่ขึ้น
ซอนย่ายื่นมือข้างหนึ่งให้เขาโดยดี
เขาจับมือเธอไว้ สายตาเหม่อมองไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แล้วก็ปล่อยมือเธอลง
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
ขอบฟ้าถอนหายใจเฮือก
“เปล่า”
คราวนี้เขาหันมามองเธออีกครั้ง สายตายุ่งยากกว่าเดิม
“ซอนย่า” เขาเอ่ยเสียงแผ่วยิ่งกว่าเดิม
“ลองกอดฉันดูสักหน่อยได้ไหม”
ซอนย่าตาโต หัวใจเธอแทบหล่นไปที่ตาตุ่ม คราวนี้เธอรีบหาข้างถนนเหมาะๆ และเบรกกึก หากขับต่อไปเธออาจบังคับพวงมาลัยไม่อยู่ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไปชนรถใครเข้า มีหวังเป็นข่าวแน่นอน
ซอนย่ามองขอบฟ้าที่บัดนี้เขานั่งไหล่ตก ก้มหน้า ท่าทางซังกะตาย
“ฟ้า เป็นอะไรไปนี่”
ขอบฟ้าสั่นหัว
เอาไงดีนี่
ซอนย่าหันรีหันขวาง หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้วนะ ใช้ชีวิตคู่ช่วงอยู่เมืองนอกก็เคยมาแล้ว การแตะต้องตัวผู้ชายไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อารมณ์จู่โจมแปลกๆ แบบนี้เธอยังไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะกับคนที่เฉยเมยอย่างขอบฟ้า
ซอนย่าก้มหน้า บีบมือตัวเองไปมา
จะทำดี หรือไม่ทำดี
สุดท้าย เธอก็ขยับเข้าไปใกล้เขา ค่อยเอื้อมมือโอบกอดเขาไว้ขณะที่ขอบฟ้าเอนตัวมาพิงเธอเหมือนเด็กน้อยต้องการการปลอบประโลม
“เป็นอะไรหรือเปล่า ฟ้า” ซอนย่ากระซิบข้างหูเขาอย่างแผ่วเบา
แต่ขอบฟ้าไม่สนใจคำถามใดๆ เลย เขาซบหน้านิ่งกับไหล่เธอ หลับตา เฝ้าดูหัวใจตัวเองว่าเต้นแรงแค่ไหน ดูการสูบฉีดของเม็ดเลือดว่ามันแล่นพล่านไปมาหรือไม่ มันทำให้เขารู้สึกเป็นสุขจนแทบละลายหรือไม่ และมันทำให้เขาทุกข์ใจราวโลกกำลังจะมอดดับหรือไม่
มือและอกของซอนย่าอุ่น กลิ่นน้ำหอมก็หอมดี
ขอบฟ้าขยับตัวออก
“ขอบคุณมาก” เขาไม่มองหน้าเธอเลย และสายตาก็เหม่อมองไปยังถนนเช่นเดิม
ซอนย่าขบริมฝีปากตัวเองเบาๆ เธอรู้สึกเคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก เธอสูดลมหายใจเข้ายาวๆ เรียกสติตัวเองกลับมา มือจับพวงมาลัยแน่น เข้าเกียร์รถให้มันแล่นต่อไป
ถึงหน้าบ้าน ขอบฟ้าหันมาขอบคุณเธออีกครั้ง ซอนย่าพยายามสบตาเขา พยายามมองหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการกระทำของเขา แต่ขอบฟ้าก็ผลุนผลันเดินเข้าบ้าน
หรือว่าขอบฟ้าจะเป็นคนเช่นนี้ เขาอายเกินไปที่จะเผชิญหน้าตรงๆ
ซอนย่าอมยิ้มขณะมองตามหลังเขาจนลับหายเข้าไปในบ้าน
ขอบฟ้าเดินโผเผเข้าไปในครัว เขาหยิบเบียร์กระป๋องมานั่งดื่มอีก
รู้แล้วว่าทำไมโกวเล้งถึงชอบเมา
เพราะความรู้สึกของคนมันซับซ้อนนัก
ยากเกินไปที่จับต้องได้
ยากเกินไปที่จะอธิบายได้
ยากเกินไปที่จะกระทำให้ถูกต้องได้
ความรู้สึกของมนุษย์ช่างเปราะบางยิ่งนัก
ไม่ทำร้ายเขา ไม่ทำร้ายเรา และไม่ทำร้ายใคร
ต้องทำอย่างไรเล่า?
ขอบฟ้าดื่มเบียร์พรวดๆ ราวจะดื่มให้หมดทีเดียวทั้งกระป๋อง แต่ก็เหมือนกระป๋องเบียร์ติดเบรกเองได้ จู่ๆ มันก็ไม่ยอมเข้าปากของเขาอีก เขาพยายามเทลง แต่มันก็ไม่ยอมกระดิกลง
“พอก่อนพี่ฟ้า กินอย่างนี้เปลืองของ”
น้ำเสียงห้วนกระด้าง ออกคำสั่งเอากับเขา
ขอบฟ้าเงยหน้าเขม้นมอง หลังดวงไฟคือผมยาวสยายในชุดนอนสีขาว ยืนหลังตรงเป็นสง่า เซียวเหล่งนึ่งมาปรากฏตัวอีกแล้ว
“เธอไปไกลๆ เลยไป”
ขอบฟ้ากระชากเสียงใส่ เขาคิดแกะมือเธอออกจากการกุมกระป๋องเบียร์ แต่แล้วก็หมดแรงเอาดื้อๆ เมื่อนิ้วมือเขาสัมผัสกับหลังนิ้วของเธอ
“ไม่เหมือนกันเลย” ขอบฟ้าหัวเราะหึๆ ให้ตัวเอง
น่าตลก!
กวีท่านใดบอกว่า ‘ยามเมามายบุรุษนั้นเพียงต้องการหญิงใดก็ได้สักคน แต่ยามสตรีเมามายเธอร่ำร้องหาชายคนรักเพียงคนเดียวเท่านั้น’ ไม่จริงเลย
ผู้หญิงคนไหนก็ได้อย่างนั้นหรือ? - ไม่จริง
ผู้หญิงไม่เคยเหมือนกันเลย
ขอบฟ้ากำกระป๋องเบียร์ไว้แน่น แน่นจนดอกหญ้ารู้สึกกลัว เธอค่อยดึงมือตัวเองออก ไม่อยากห้ามเขาอีกแล้ว
“พี่ฟ้า”
ยิ่งได้ยินน้ำเสียงนั้น ขอบฟ้ายิ่งไม่อยากมองหน้า เขาดื่มเบียร์ที่เหลือจนหมด และฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ดอกหญ้าโน้มตัวเข้าใกล้ เธอแตะไหล่เขาเบาๆ อย่างห่วงใย
“พี่ฟ้า คุณเป็นอะไร”
หากขอบฟ้าปัดมือเธอออกอย่างแรง
“ออกไป!”


(อ่านต่อฉบับหน้า)